วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ
แนวคิดและองค์ประกอบ
แนวคิด
      ปัจจุบันองค์การธุรกิจได้นำระบบสารสนเทศมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนการใช้งานต่ำ  เช่น  ระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต  เป็นต้น  จึงก่อให้เกิดสารสนเทศหลากหลายรูปแบบ
องค์ประกอบ
1.             ฐานข้อมูล  หมายถึง  หน่วยเก็บและรวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์   ซึ่งพร้อมสำหรับการให้บริการเรียกใช้ข้อมูลได้ทุกเวลาที่ผู้ใช้ต้องการ
2.             การสื่อสาร  หมายถึง  เครื่องมือที่ช่วยด้านการสรรหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆและส่งผ่านข้อมูลมาจัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหมาย
3.             เครือข่าย  หมายถึง  การเชื่อมโยงข้อมูลภายในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์  โดยการเชื่อมโยงระบบประยุกต์และฐานข้อมูลเข้าด้วยกัน  อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถสื่อสารกันได้
4.             การวิเคราะห์ข้อมูล  หมายถึง  กระบวนการที่ใช้วิเคราะห์และประมวลผลข้อมวลให้อยู่ในรูปแบบของสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้ทันที
5.             การพัฒนากลยุทธ์  หมายถึง  กระบวนการกำหนดกลยุทธ์ด้านระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจ  ตลอดจนสภาพแวดล้อมของธุรกิจซึ่งเป็นอยู่ในขณะนั้นตลอดจนการปรับปรุงแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลให้ทันสมัยตลอดเวลาด้วย
การจัดการ
      สำหรับ องค์การที่มีการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจจะช่วยในด้าน การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์การและใช้เป็นเครื่อง มือช่วยจัดการงานด้านต่างๆ
แนวคิดและความหมาย
      สำหรับฟังก์ชันด้านการจัดการ  สามารถจำแนกได้  5  ประการ
1.                การวางแผนเป็นหน้าที่แรกซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดเป้าหมาย  กลยุทธ์  กรอบแนวคิด  กระบวนการ  ตลอดจนการประสานงานในกิจกรรมต่างๆ
2.                การจัดองค์การเป็นการกำหนดกิจกรรมที่ต้องทำบุคลากรผู้รับผิดชอบ  อำนาจหน้าที่  กลุ่มงาน  รวมทั้งสายการบังคับบัญชา
3.                การจัดบุคคลเข้าทำงาน  เป็นการจัดวางบุคคลให้เหมาะสมกับงานทั้งด้านคุณภาพของบุคคลและปริมาณแรงงานที่ต้องการ  ตลอดจนการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
4.                การนำเป็นการสั่งการหรือจูงใจให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างเต็มความสามารถเพื่อการบรรลุเป้าหมายและประโยชน์สูงสุดขององค์การ
5.                การควบคุมเป็นการกำหนดเกณฑ์และมาตรฐานงานเพื่อการตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน  จากนั้นจึงทำการแก้ไขเพื่อให้สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย
      ผู้จัดการและผู้บริหาร  คือบุคคลที่ทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยเป็นผู้ประสานงานในการดำเนินกิจกรรมต่างๆระหว่างแผนกงาน  ทีมงานและบุคคลภายนอกองค์การ  โดยทั่วไปแล้ว  มีการจำแนกผู้จัดการและบริหารเป็น  3  ระดับ
1.             ผู้บริหารระดับสูง  คือ  ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ส่วนบนสุดของโครงสร้าง  โดยรับผิดชอบด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์
2.             ผู้จัดการระดับกลาง  คือ  ผู้ที่ปฏิบัติงานและรับผิดชอบสำหรับงานด้านการจัดการเชิงปฏิบัติการ  โดยจัดทำแผนระยะปานกลาง
3.             ผู้จัดการระดับล่าง  คือ  ผู้ที่ปฏิบัติงานและรับผิดชอบสำหรับงานด้านการจัดการเชิงปฏิบัติการ  โดยจะมีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของบุคคลผู้ปฏิบัติงานในแต่ละส่วนงานให้เป็นไปตามแผนเชิงกลวิธี
บทบาททั่วไปของผู้บริหารและผู้จัดการทั้ง  3  ระดับ
ระดับที่  1 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งจำแนกได้  3  บทบาท
1.                การเป็นตัวแทนและภาพลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมขององค์การ
2.                การเป็นผู้นำองค์การกระตุ้นพนักงานให้ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่
3.                การประสานงานกับบุคคล  หรือกลุ่มบุคคล  เพื่อสร้างความราบรื่นด้านการดำเนินงานขององค์การ
ระดับที่  2 ด้านข้อมูลข่าวสาร  ซึ่งจำแนกได้  3  บทบาท  คือ
1.             การเป็นตัวกลางด้านการไหลเวียนข่าวสารและติดตามตรวจสอบข้อมูล
2.             การเป็นผู้กระจายข่าวสารให้พนักงานรับทราบ
3.             การเป็นโฆษกที่ทำหน้าที่กระจายข่าวสารขององค์การไปสู่ภายนอก
ระดับที่  3ด้านการตัดสินใจซึ่งจำแนกได้  3  บทบาท
1.             การเป็นผู้ประกอบการโดยการคิดค้นและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
2.             การเป็นนักแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปและเป็นคนกลางคอยตัดสินปัญหานั้น
3.             การเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรซึ่งมีปริมาณจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การตัดสินใจ
1.              แนวคิดและความหมาย
การตัดสินใจ  คือ  กระบวนการที่ใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดำเนินการด้านต่างๆของธุรกิจตามลำดับขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่  1 ระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข
ขั้นตอนที่  2  เลือกวิธีการแก้ปัญหา
ขั้นตอนที่  3  เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างแบบจำลองการตัดสินใจ
ขั้นตอนที่  4  ระบุทางเลือกที่ได้จากแบบจำลองการตัดสินใจ
ขั้นตอนที่ 5 ประเมินข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก
ขั้นตอนที่  6  เลือกและปฏิบัติตามแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
2.             แบบจำลองการตัดสินใจและการแก้ปัญหา   มี  5  ขั้นตอน  ดังนี้
ขั้นตอนที่  1  ขั้นอัจฉริยะ  คือ  ขั้นของจำแนกและนิยามถึงปัญหาและโอกาสทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจน
ขั้นตอนที่  2  ขั้นออกแบบ  คือ  ขั้นของการพัฒนาทางเลือกของการแก้ปัญหาที่หลากหลายด้วยวิธีการต่างๆเป็นขั้นการประดิษฐ์
ขั้นตอนที่  3  ขั้นตัวเลือก  คือ  ขั้นของการเลือกชุดปฏิบัติการที่ดีที่สุดโดยใช้เครื่องมือสื่อสาร
ขั้นตอนที่  4  ขั้นทำให้เกิดผล  คือ  ขั้นของการนำชุดปฏิบัติการที่เลือกไว้ในขั้นตัวเลือกไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามที่คาดไว้ล่วงหน้า
ขั้นตอนที่  5  ขั้นกำกับดูแล  คือ  ขั้น ของการประเมินผลชุดปฏิบัติการที่ถูกนำไปใช้โดยผู้ตัดสินใจและติดตามผลลัพธ์ ของการตัดสินใจว่าสามารถจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่
3.             การจำแนกประเภท   โดยจัดแบ่งประเภทของการตัดสินใจของผู้จัดการหรือผู้บริหาร  ทั้ง  3  ระดับ  เป็น  3 ประเภท
3.1         การตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง  เป็นการตัดสินใจของปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ
3.2         การตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้างเป็นการตัดสินใจซึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่มักใช้กฎเกณฑ์เพียงบางส่วน  การตัดสินใจจึงอาศัยวิจารณญาณเข้าช่วยร่วมกับการใช้สารสนเทศช่วยตัดสินใจซึ่งมักใช้กับการทำงานของผู้จัดการระดับกลางในองค์การ
3.3         การตัดสินใจแบบไม่มีโครงสร้าง  เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก  ไม่เป็นงานประจำ  ไม่มีกรอบการทำงาน  และไม่สามารถสร้างแบบจำลองในการแก้ปัญหาได้
4.             รูปแบบการตัดสินใจ  จะจัดแบ่งการตัดสินใจออกเป็น  2  ระดับ
4.1         ระดับบุคคล  เป็นระดับการตัดสินใจในส่วนการใช้แบบแผนการรับรู้ซึ่งสามารถเลือกแนวทางและการประเมินค่าผลที่ตามมาได้  2  รุปแบบ  ดังนี้
รูปแบบที่  1 การตัดสินใจอย่างเป็นระบบ  คือ  การใช้วิธีศึกษาปัญหาอย่างมีระเบียบแบบแผน  โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล  และประเมินค่าข่าวสารตามวิธีการเลือกใช้อย่างเป็นระบบ
รูปแบบที่  2  การตัดสินใจโดยใช้สามัญสำนึก  คือ  การใช้วิธีการลายรูปแบบมาผสมผสานกัน  ตลอดจนใช้วิธีลองผิดลองถูกในการค้นหาทางปฏิบัติโดยไม่มีการประเมินค่าข่าวสารที่รวบรวมได้  ซึ่งการนำไปใช้จะขึ้นกับลักษณะงาน
4.2         ระดับองค์การ  เป็นระดับการตัดสินใจที่ถูกกระทำโดยกลุ่มบุคคลภายในองค์การโดยให้ความสำคัญกับโครงสร้างและนโยบายเป็นสำคัญ  โดยแบ่งรูปแบบการตัดสินใจในระดับนี้เป็น  3 รูปแบบดังนี้
รูปแบบที่1  การตัดสินใจตามรูปแบบราชการ  คือ  รูปแบบที่ใช้ในองค์การที่ปฏิบัติงานมาหลายปีและแบ่งหน่วยงานออกเป็นหลายหน่วยย่อย
รูปแบบที่  2  การตัดสินใจตามรูปแบบการปกครอง  คือ  รูปแบบที่ใช้ในองค์การที่มีการยกอำนาจการปกครองอยู่ในมือบุคคลเพียงไม่กี่บุคคล
รูปแบบที่  3  การตัดสินใจตามรูปแบบขยะ  คือรูแบบการตัดสินใจที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการใช้เหตุผล  การตัดสินใจมักเกิดขึ้นจากความบังเอิญมากกว่าแต่ผู้แก้ปัญหาจะพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละคน
สารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ 
สารสนเทศเพื่อการจัดการมีคุณลักษณะที่ดี  7  ประการ  คือ
1.                สารสนทศที่ช่วยให้ผู้บริหารทราบสถานการณ์ปัจจุบันหรือระดับผลงานที่ทำได้
2.                  สารสนเทศด้านปัญหาจากการดำเนินงานและรายงานด้านโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น
3.                สารสนทศด้านการเปลี่ยนแปลงที่มักส่งผลให้การดำเนินงานของธุรกิจหยุดชะงัก
4.                สารสนเทศเกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นในอนาคตอันใกล้
5.                สารสนเทศที่แจ้งให้ทราบถึงผลดำเนินงานของธุรกิจ  ทั้งในส่วนผลประกอบการ  ส่วนแบ่งตลาดและยอดขายในช่วงฤดูกาลต่างๆรวมทั้งผลดำเนินงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
6.                สารสนเทศภายนอกเกี่ยวกับข้อคิดเห็น  ข่าวเกี่ยวกับองค์การ  คู่แข่งแลการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเงิน  การตลาด  เศรษฐกิจและการเมือง
7.                สารสนเทศที่แจกจ่ายออกสู่ภายนอก  เพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นและผู้สื่อข่าวทราบ  เช่น  รายงานารายรับช่วงไตรมาส  หรือรายละเอียดแผนบริการสาธารณชน
จำแนกประเภทของสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ  ออกเป็น  5  ประเภท  ดังนี้
1.                 รายงานตามกำหนดการ  คือ  รายงานที่ผลิตขึ้นตามงวดเวลาหรือตามตารางเวลาที่วางไว้
2.                รายงานตัวชี้วัดหลัก  คือ  รายงานสรุปถึงกิจกรรมวิกฤตของวันก่อนหน้านี้และใช้เป็นแบบฉบับของการเริ่มตนกิจกรรมใหม่  รายงานเหล่านี้จะสรุปถึงระดับสินค้าคงเหลือ  กิจกรรมผลิต  ปริมาณขาย และอื่นๆ โดยมักมีการนำเสนอต่อผู้จัดการและผู้บริหาร  เพื่อการดำเนินการที่รวดเร็วและถูกต้องของธุรกิจ
3.                รายงานตามคำขอ  คือ  รายงานที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำเสนอสารสนเทศตามที่ผู้ใช้ร้องขอหรือ  อีกนัยหนึ่งคือการผลิตรายงานตามความต้องการของผู้ใช้
4.                รายงานตามยกเว้น  คือ รายงานที่มักมีการผลิตขึ้นอย่างอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดกติหรือเกิดความต้องการพิเศษทางการจัดการ
5.                รายงานเจาะลึกในรายละเอียด  คือ รายงานที่ช่วยสนับสนุนรายละเอียดที่เพิ่มขึ้นภายใต้สถานการณ์ การใช้รายงานประเภทนี้นักวิเคราะห์จะมองข้อมูลในภาพรวมก่อน

กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
 มีระบบย่อยที่สัมพันธ์กัน  4  ระบบคือ
1.                ระบบประมวลผลธุรกรรมถูกนำมาประยุกต์ใช้กับระบบงานทั่วไปของธุรกิจ  โดยมุ่งเน้นเป้าหมายด้านการลดต้นทุนและการสร้างวิธีการทำงานประจำอย่างอัตโนมัติ    ระบบประมวลผลธุรกรรมหรือ  ที พีเอส คือ ชุดขององค์ประกอบต่างๆ เช่น บุคลากร กระบวนการ ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลและอุปกรณ์ ซึ่งถูกรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบเพื่อนำมาใช้บันทึกรายการเปลี่ยนแปลงทาง ธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ  การสร้างความเข้าใจถึง ทีพีเอส จำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานการดำเนินงานตลอดจนหน้าที่ทางธุรกิจ
2.                ระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการหรือ เอ็มไอเอส หมายถึง ระบบที่ใช้สนับสนุนการทำงานของผู้จัดการระดับล่าง และระดับกลางเพื่อการนำเสนอรายงาน ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเฉพาะด้านและข้อมูลในอดีตซึ่งมุ่งเน้นที่การตอบสนองความต้องการของ บุคลากรภายในองค์การ เอ็มไอเอส เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงการแก่องค์การโดยการสนับสนุน ด้านสารสนเทศทีถูกต้องต่อบุคคลที่ถูกต้อง ใช้รูปแบบการนำเสนอที่ถูกต้องละถูกเวลาโดยจุดมุ่งหมายของระบบ คือ ให้การสนับสนุนด้านการบรรลุเป้าหมายของการบริหารงานในองค์การ
3.                ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  จำแนกเป็น 5 หัวข้อย่อยดังนี้
3.1      แนวคิดและความหมาย  ระบบ สนับสนุนการตัดสินใจ หรือ ดีเอสเอส คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้สนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง โดยจุดมุ่งหมายก็คือ การตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผล โดยเอ็มไอเอสจะให้การสนับสนุนองค์การทำสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง  ระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ หรือ ดีเอสเอส   หมาย ถึงระบบสารสนเทศบนพื้นฐานของการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมตัวแบบและข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อแก้ปัญหากึ่งโครงสร้าง และปัญหาไม่มีโครงสร้างซึ่งมักครอบคลุมการตัดสินใจของผู้ใช้และเป็นระบบที่ แสดงถึงแนวโน้มหรือปรัชญามากกว่าหลักการที่ถูกต้องแม่นยำ
3.2      สมรรถภาพของระบบ สมรรถภาพโดยรวมของระบบ มีดังนี้
1.                สามารถใช้ดีเอสเอสได้ในทุกระดับชั้นของผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ตาม
2.                สามารถใช้ดีเอสเอส ทั้งในส่วนการตัดสินใจเชิงสัมพันธ์และเชิงลำดับชั้น
3.                สาม รถใช้ดีเอสเอสได้ทุกระยะของกระบวนการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นขั้นอัจฉริยะ ขั้นออกแบบ ขั้นตัวเลือก ขั้นทำให้เกิดผลและขั้นกำกับดูแล อีกทั้งสามารถใช้ได้กับทุกๆรูปแบบการตัดสินใจ
4.                ผู้ใช้สามารถรับระบบให้เหมาะสมกับการใช้งานภายใต้เวลา และสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงขณะ
5.                ระบบที่ใช้มักง่ายต่อการสร้างและสามารถใช้ได้สำหรับหลายกรณี
6.                ระบบ ที่ใช้จะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้เพิ่มเติมในอนาคต อันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่คำขอใหม่ๆและการกลั่นกรองระบบประยุกต์ที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน
7.                ระบบที่ใช้ประกอบด้วยตัวแบบเชิงปริมาณที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ข้อมูล
8.                ระบบ ดีเอสเอสชั้นสูงมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือภายใต้การจัดการความรู้โดยสนับ สนุนการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมาๆอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล
9.                ระบบ อาจถูกใช้สนับสนุนการปฏิบัติการ ด้านการวิเคราะห์ความไว ซึ่งมีการใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์และตัวแบบอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่ม สมรรถภาพพิเศษในการใช้งาน
3.3      ลักษณะเฉพาะของระบบ หลักเกณฑ์พิเศษซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของดีเอสเอส มี 3 ข้อ คือ
3.3.1                   การ วิเคราะห์ความไว คือ การศึกษาผลกระทบของการใช้ตัวแบบในส่วนต่างๆของระบบ ที่สามารถตรวจสอบผลกระทบด้านการเปลี่ยนแลงของตัวแปรนำเข้าที่มีต่อตัวแปร ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจ
3.3.2                   การค้นหาเป้าหมาย คือ กระบวนการกำหนดข้อมูลที่เป็นปัญหาซึ่งต้องการคำตนอบของการแก้ปัญหานั้น
3.3.3                   การจำลอง เป็นความสามารถหนึ่งของดีเอสเอส โดยทำการสำเนาลักษณะของระบบจริง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความเป็นไปได้หรือความไม่แน่นอนรวมอยู่ด้วย
3.4      โครงสร้างและส่วนประกอบของระบบ ส่วนประกอบของดีเอสเอสอย่างน้อยที่สุด  ควร จะต้องประกอบด้วย ระบบการจัดข้อมูล ระบบจัดการตัวแบบ ส่วนต่อระสานกับผู้ใช้และผู้ใช้ขั้นปลาย ในส่วนดีเอสเอสชั้นสูงจะประกอบด้วยระบบการจัดความรู้  อธิบายได้ดังนี้
3.4.1                   ระบบ จัดการข้อมูลในส่วนการจัดการข้อมูลของดีเอสเอส จะคล้ายคลึงกับระบบอื่นๆซึ่งบรรจุข้อมูลที่ไหลเวียนจากหลายแหล่งและถูกนำ มาสกัดเป็นข้อมูลเพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลของดีเอสเอส
3.4.2                   ระบบ การจัดการตัวแบบ ซึ่งบรรจุตัวแบบที่สมบูรณ์ในฐานตัวแบบและมีการสร้างแม่พิมพ์ตัวแบบที่จำเป็น ต่อการใช้งานของระบบ โดยมักใช้ตัวแบบเชิงปริมาณสำหรับซอฟต์แวร์มาตรฐานด้านการเงิน สถิติ และวิทยาการจัดการ
3.4.3                   ส่วน ต่อประสานกับผู้ใช้ จะครอบคลุมถึงการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ระบบในบางระบบที่ถูกพัฒนาอย่างชำนาญ การ ส่วนต่อประสานของระบบนั้นจะถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของดีเอสเอส อันเนื่องมาจากความยืดหยุ่นและเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้ใช้งานง่าย
3.4.4                   ผู้ ใช้ขั้นปลาย คือ บุคคลซึ่งเผชิญหน้ากับปัญหาหรือการตัดสินใจ ซึ่งก็คือผู้จัดการหรือผู้ตัดสินใจ โดยมีการพิจารณาผู้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ
3.4.5                   ระบบ จัดการความรู้ ใช้สำหรับการแก้ปัญหากึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างที่ล้วนแต่มีความซับ ซ้อน ซึ่งต้องการความรู้ความชำนาญมาช่วยหาคำตอบของปัญหาเหล่านั้น
3.5      กระบวน การทำงาน ส่วนปรกอบของดีเอสเอส คือ ซอฟต์แวร์ทั้งหมด ที่ทำงานบนพื้นฐานของฮาร์ดแวร์มาตรฐาน และสามารถเพิ่มเติมซอฟต์แวร์ในส่วนสนับสนุนการใช้งาน
ระบบสนับสนุนผู้บริหาร
เนื่อง ด้วยผู้บริหารระดับกรรมการบริษัท มักจะต้องการรายงานพิเศษ เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์หลายๆบริษัท จึงได้มีการพัฒนาระบบช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารโดยการพัฒนาระบบ สนับสนุนผู้บริหาร  ระบบสนับสนุน ผู้บริหาร หรืออีเอสเอส ในบางครั้งอาจเรียกว่าระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง คือ ระบบซึ่งประกอบด้วย ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล กระบวนคำสั่ง และบุคลากร  ที่ใช้สนับสนุนงานด้านการตัดสินใจของผู้บริหารระดับอาวุโสหรือคณะกรรมการบริษัทที่รับผิดชอบต่อส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้น  ช่วยผู้บริหารติดตามความก้าวหน้าของบริษัท มีระบบ 3 ระบบดังนี้
4.1      วิสัย ทัศน์ อีเอสเอส คือ รูปแบบพิเศษของระบบที่ใช้เพื่อการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้ บริหารระดับสูง ซึ่งมีความแตกต่างจากดีเอสเอสในด้านการใช้งาน โดย ดีเอสเอส มักถูกใช้เพื่อสนับสนุนการจำลองที่หลากหลายรูปแบบ
4.2      คุณลักษณะ อีเอสเอสมักจะประกอบด้วยคุณลักษณะทั่วไปดังนี้
1.                เป็น ระบบเชิงโต้ตอบซึ่งถูกสั่งทำโดยผู้บริหารรายบุคคล โดยส่งมอบเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริหารเล็งเห็นส่วนรวม กลั่นกรองและจัดโครงสร้างข้อมูลและสารสนเทศ
2.                เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อนง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน
3.                เป็นระบบที่มีความสามารถเจาะลึกในรายละเอียดของข้อมูล
4.                เป็นระบบที่สนับสนุนความต้องการข้อมูลภายนอกองค์การ มีคุณค่าต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยทำการคัดเลือกประโยชน์ต่อการตัดสินใจออกมา
5.                เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจภายใต้สภาวการณ์ที่ไม่แน่นอน และยังเป็นเครื่องมือช่วยวัดความเสี่ยงสำหรับการตัดสินใจ
6.                เป็นระบบที่ใช้กำหนดทิศทางในอนาคตขององค์การ และผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งหนึ่งจะมีผลกระทบต่อผลการดำเนินการเป็นระยะเวลาหลายปี
7.                เป็น ระบบที่ถูกเชื่อมโยงด้วยมูลค่าเพิ่มของกระบวนการทางธุรกิจ เช่น การนำอีเอสเอสมาใช้ในบริษัทรถยนต์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเช่ารถยนต์ใน อนาคต
4.3      สมรรถภาพของระบบ  ผู้บริหารจำเป็นต้องใช้อีเอสเอสที่มีสรรถภาพ ดังนี้
4.3.1                   การสนับสนุนด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์การ ซึ่งเป็นงานหลักที่สำคัญของผู้บริหารระดับสูง
4.3.2                   การสนับสนุนด้านการวางแผนกลยุทธ์ โดยเป็นเครื่องมือช่วยกำหนดวัตถุประสงค์ระยะยาว วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์การ
4.3.3                   การ สนับสนุนด้านการจัดองค์การและการจัดคนเข้าทำงาน โดยใช้วิเคราะห์ผลกระทบต่อการตัดสินใจด้านการจัดคนเข้าทำงาน การยกระดับการจ่ายเงินเดือน
4.3.4                   การ สนับสนุนด้านการควบคุมกลยุทธ์ซึ่งเป็นเครื่องมือด้านการติดตาม ดูแลการดำเนินงานในภาพรวมขององค์การ การแสวงหาเป้าหมาย การจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งการควบคุมทิศทางการดำเนินงานขององค์การ
4.3.5                   การ สนับสนุนด้านการจัดการเชิงวิกฤต โดยองค์การอาจต้องเผชิญกับวิกฤตต่างๆ อีเอสเอสจะช่วยจัดทำแผนฉุกเฉินซึ่งช่วยฟื้นฟูองค์การในสภาวะวิกฤต
เทคโนโลยีทางการจัดการ
1.             ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม  การ ทำงานในองค์การจำเป็นต้องมีการตัดสินใจร่วมกันของกลุ่มร่วมงานบ่อยครั้ง และสำหรับองค์การที่มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สนับสนุนการตัดสินใจ ที่จัดอยู่ในรูปแบบของระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่มหรือจีดีเอสเอส โดยจัดแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 เมื่อสมาชิกของกลุ่มตัดสินใจอยู่ในที่เดียวกัน และแบบที่ 2 เมื่อสมาชิกของกลุ่มตัดสินใจอยู่ต่างสถานที่กัน ซึ่งรูปแบบนี้เรียกว่า กลุ่มเสมือน
ระบบ สนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม คือ ระบบพื้นฐานของการใช้คอมพิวเตอร์เชิงโต้ตอบ ที่อำนวยความสะดวกด้านการค้นหาคำตอบของปัญหากึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
     คุณลักษณะสำคัญของจีดีเอสเอส ซึ่งจะนำมาลบล้างการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มร่วมงานที่มักเกิดความขัดแย้งของกระบวนการกลุ่มดังนี้
1.                การ ไม่ระบุชื่อผู้นำเข้า โปรแกรมจีดีเอสเอส ส่วนใหญ่มักเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าข้อมูลเพื่อโต้ตอบการประชุม โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้นำเข้า
2.                การ ลดพฤติกรรมกลุ่มด้านการคัดค้าน การที่โปรแกรมจีดีเอสเอสเปิดโอกาสให้คีย์ข้อมูลเข้าเพียงครั้งเดียว จะช่วยให้สามารถกำจัดพฤติกรรมกลุ่มที่ส่งผลเสียต่อการตัดสินใจ สำหรับบางกลุ่มร่วมงานที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน อำนาจที่ครอบงำส่วนบุคคลสามารถควบคุมผลลัพธ์ที่ได้จากการตัดสินใจให้เป็นไป ตามที่ตนต้องการ
3.                การ สื่อสารทางขนาน ตามวัฒนธรรมการประชุมแบบเดิม บุคคลจะต้องเปลี่ยนหัวข้อประชุมตามรายงานการประชุม โดยมีการพูดของบุคคลเดียวภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หากใช้โปรแกรมจีดีเอสเอสสำหรับการจัดการประชุม สมาชิกทุกๆคนจะสามารถออกความคิดเห็นในเวลาเดียวกัน
    การใช้ระบบสนับสนุนด้านเครือข่าย จึงก่อเกิดการประชุม 3 รูปแบบใหม่ ดังนี้
1.                เครือข่ายตัดสินใจเฉพาะที่ จะสามารถใช้รูปแบบนี้ในกรณีที่ผู้ตัดสินใจอยู่ภายใต้อาคารเดียวกัน  หรืออยู่ในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกัน อีกทั้งยังมีความถี่ของการตัดสินใจบ่อยครั้ง
2.                การ ประชุมทางไกล มักจะถูกใช้เมื่อความถี่ของการตัดสินใจต่ำ และสมาชิกของการตัดสินใจอยู่ห่างไกลกันคนละพื้นที่ระยะทางและโอกาสของการ จัดการประชุม
3.                เครือ ข่ายตัดสินใจบริเวรกว้าง มักใช้สำหรับกรณีที่มีความถี่ของการตัดสินใจสูงและแหล่งที่อยู่ของสมาชิก อยู่ห่างไกลกัน ซึ่งกรณีนี้ผู้ตัดสินใจอาจต้องการใช้ระบบบ่อยครั้งและอยู่คนละสถานที่ทั่ว ประเทศหรือทั่วโลก
2.             ห้อง ตัดสินใจ เป็นสถาการณ์ในอุดมคติ ซึ่งถูกติดตั้งในอาคารเดียวกันกับผู้ตัดสินใจหรือในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียว กัน และผู้ตัดสินใจ คือผู้ใช้เฉพาะกาลของจีดีเอสเอส ในกรณีนี้ห้องตัดสินใจหรืออุปกรณือำนวยความสะดวกจะถูกติดตั้งให้เหมาะสมภาย ใต้ระบบกลุ่มงาน
3.             ปัญญา ประดิษฐ์ ระบบที่ตั้งอยู่พื้นฐานด้านความคิดปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นระบบลอกเลียนแบบคุณลักษณะอันชาญฉลาดของมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์จะประกอบไปด้วยสาขาย่อยที่หลากหลายสาขา เช่น วิทยาการหุ่นยนต์ ระบบภาพ การประมวลภาษาธรรมชาติ
4.             ระบบ ผู้เชี่ยวชาญ คือ ระบบคอมพิวเตอร์ ที่สามารถแนะนำและกระทำดังเช่นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขานั้นๆ มูลค่าพิเศษของระบบผู้เชี่ยวชาญ คือ การให้เครื่องมือในการจับและใช้ความรอบรู้ของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้เชี่ยวชาญ พิเศษ
5.             ความเป็นจริงเสมือน คือ การจำลองความจริงและสภาพแวดล้อมที่ถูกคาดการณ์ขึ้นด้วยแบบจำลอง 3 มิติ

(  เอกสารอ้างอิง    รุจิจันทร์    พิริยะสงวนพงศ์.  สารสนเทศทางธุรกิจ.  )
ที่มาของข้อมูล : (http://jeawyai.blogspot.com/2011/08/4.html)


ที่มาของรูปภาพ : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128090/dex16.html)


ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Information Systems)

ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Information Systems)

เป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่งของ DSS ที่สนับสนุนการทำงานของผู้บริหารระดับโดยเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญต่อองค์การหรือเรื่องทิศทางการดำเนินงานขององค์การ โดยทำการเข้าถึงสารสนเทศและรายงานต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว EIS มีการออกแบบที่ง่ายต่อการใช้ (user friendly) โดยมีการใช้รูปกราฟฟิคในการออกแบบหน้าจอ

หน้าที่ของ EIS
1) ช่วยในการวางแผนกลยุทธ์ โดยประเมินและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและนำสารสนเทศที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันมีความรวดเร็วและช่วยในการพิจารณาสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งทดสอบว่ากลยุทธ์ที่กำหนด ได้ผลหรือไม่ (Stair & Reynolds, 1999) 

2) ช่วยในการควบคุมเชิงกลยุทธ์ (Strategic control) ซึ่งเกี่ยวกับการติดตาม และการจัดการการปฏิบัติขององค์การโดยการสร้างกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิผลโดยการระบุปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญหา โอกาส หรือการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะช่วยให้กระบวนการทำงานลื่นไหลไปได้ด้วยดี (Stair & Reynolds, 1999) 

3) การสร้างเครือข่าย (Networks) เครือข่ายในที่นี้ หมายถึงบุคคลต่างๆ ทำงานร่วมกันในการบรรลุจุดมุ่งหมาย เครือข่ายนี้จะช่วยทำให้สารสนเทศที่เกี่ยวกับความคิดเห็นข้อสังเกต ข้อมูลหรือการเตือนภัยล่วงหน้าไหลติดต่อระหว่างสมาชิกในเครือข่าย

4) ช่วยในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ระบบยังสามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศรวมทั้งสามารถในการจัดหาสินค้าของซัพพลายเออร์

5) ช่วยในการจัดการกับวิกฤต (Crisis management) แม้ว่าหน่วยงานจะมีการวางแผนกลยุทธ์ดีเพียงไร แต่บางครั้งวิกฤตที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ การจัดการวิกฤตเป็นหน้าที่ของผู้บริหารโดยตรง (Stair & Reynolds, 1999) 
ความสามารถทั่วไปของ EIS
1) การเข้าถึงดาต้าแวร์เฮาต์ (Data Warehouse) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ ประกอบด้วยฐานข้อมูลจากงานในระดับปฏิบัติการ เช่น วัสดุคงคลัง และฐานข้อมูลภายนอก เช่น ลักษณะของประชากร

2) การใช้ความสามารถในการเจาะข้อมูล (Drill down) กล่าวคือ EIS จะประกอบด้วยการสรุปสารสนเทศเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเจาลึกเพื่อกาสารสนเทศในรายละเอียดอีกครั้ง ดังนั้นการเจาะข้อมูลหมายถึง ความสามารถในการให้รายละเอียดของสารสนเทศ เช่น หากผู้บริหารสังเกตเห็นการลดลงของยอดขายในรายงานประจำสัปดาห์ผู้บริหารอาจต้องดูรายละเอียดของยอดขายในแต่ละภาคเพื่อต้องการหาเหตุผล ถ้าข้อมูลแสดงว่าภาคใดภาคหนึ่ง มีปัญหา ผู้บริหารอาจจะเจาะลงในรายละเอียดของการขายสินค้าแต่ละผลิตภัณฑ์ หรือยอดขายของพนักงานขายแต่ละคนก็ได้ การเจาะลึกของข้อมูลอาจทำได้ต่อเนื่องกันหลายระดับของข้อมูล การเจาะลึกดังกล่าวผู้บริหารสามารถทำไดเองโดยไม่จำเป็นองปรึกษากับโปรแกรมเมอร์แต่อย่างใด

3) การนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่มีความยืดหยุ่น ระบบ EIS จะมีการรายงานซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่าระบบ MRS มาก กล่าวคือ ระบบ MRS จะมีการกำหนดสารสนเทศไว้ล่วงหน้า แต่ EIS จะเริ่มจากสิ่งที่ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า และยังมีรูปแบบรายงานต่างๆ ให้ผู้บริหารได้เลือกอีก (แนวคิดเดียวกับแบบ drill down) ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถ ได้ทราบสารสนเทศในเชิงลึกมากขึ้น และบางครั้งถึงกับออกแบบในลักษณะกราฟฟิคเอาไว้ด้วย ลักษณะการนำเสนอในแบบนี้เป็นข้อแตกต่างของ MRS และ EIS

4) การเข้าถึงสารสนเทศที่หลากหลาย ระบบ EIS ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึง สารสนเทศได้ทุกประเภท ทั้งสารสนเทศจากภายในหน่วยงานและภายนอกหน่วยงานซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขององค์การด้วย


5) การใช้โมเดลในการวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลอาจจำเป็นต้องทราบแนวโน้มในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในข้อมูล การวิเคราะห์แนวโน้มจะทำได้โดยใช้โมเดลการพยากรณ์ การวิเคราะห์แนวโน้ม เช่น ยอดขายจะมีการเพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนแบ่งการตลาดจะลดลงหรือไม่
ที่มาของข้อมูล : (http://elearning.northcm.ac.th/mis/content.asp?ContentID=74&LessonID=10)



ที่มาของรูปภาพ : (http://chanoknartkampho.blogspot.com/2012/12/oasdss-mistpsesskws.html)


ประเภทของการตัดสินใจของระบบสารสนเทศ

ประเภทของการตัดสินใจของระบบสารสนเทศ

GDSS เป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่งของ DSS ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะโต้ตอบได้ (interactive) ในการสนับสนุนงานแก้ไขปัญหาที่ไม่มีโครงสร้าง สำหรับผู้ตัดสินใจที่ทำงานกันเป็นกลุ่ม (De Santi & Gallespe, 1987) เป้าหมายของ GDSS คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการประชุมและการตัดสินใจ หรือทั้งสองอย่าง โดยการช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นภายในกลุ่ม ช่วยกระตุ้นความคิด ระดมความคิด และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

ประเภทของ GDSS
GDSS มีหลายประเภท การนำไปใช้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างขององค์การ ที่อยู่ของผู้ตัดสินใจ และชนิดของการตัดสินใจ ในที่นี้แบ่งเป็น 4 ประเภท (Stair & Reynolds, 1999)

1) แบบห้องการตัดสินใจ (Decision room) ห้องการตัดสินใจจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ผู้ตัดสินใจอยู่ในห้องเดียวกัน หรืออยู่ในบริเวณเดี่ยวกัน และจัดให้คนเหล่านี้มาอยู่รวมกันในห้องเดียวกัน โดยห้องจะมีลักษณะเป็นห้องประชุมซึ่งมีเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ เช่น จอภาพใหญ่ที่ใช้แสดงสารสนเทศต่างๆ และมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำที่นั่งของผู้เข้าร่วม ประชุมโดยโต๊ะอาจทำเป็นรูปตัวยู (U-shaped)

2) การตัดสินใจโดยใช้เครือข่ายวงแลน (Local Area Decision Network) เครือข่ายการตัดสินใจแบบนี้ใช้เมื่อกลุ่มผู้ตัดสินใจอาศัยอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือบริเวณใกล้เคียงกัน และต้องทำการตัดสินใจบ่อยๆ ส่วนประกอบเหมือนแบบแรก แต่จะมีกล้องวีดีโอเพื่อจะถ่ายภาพการอภิปรายของห้องหนึ่งและถ่ายทอดไปยังอีกห้องหนึ่ง รวมทั้งมีเครือข่าย ในการเชื่อมโยงข้อมูลกันโดยอาจใช้วงแลน (Local Area Network) ถ้าห้องไม่อยู่ห่างไกลกันมาก เพื่อที่จะทำให้ผู้ตัดสินใจในแต่ละห้องสามารถใช้สารสนเทศพร้อมๆ กันได้

3) การประชุมทางไกล (Teleconferencing) เป็นการจัดประชุมทางไกล ในกรณีที่ไม่ได้มีการตัดสินใจบ่อยครั้ง และผู้ตัดสินใจอยู่ไกลกัน การประชุมจะมีการเชื่อมโยง กับห้องการตัดสินใจแบบ GDSS หลายห้องซึ่งอาจจะ อยู่คนละประเทศหรือคนละมุมโลกก็ได้ วิธีการแบบนี้ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นสูง

4) เครือข่ายการตัดสินใจ WAN (Wide Area Decision Network) เป็นเครือข่ายการตัดสินใจในกรณีที่การตัดสินใจเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และผู้ตัดสินใจอยู่ห่างไกลสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้มีการใช้ GDSS โดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายแบบ WAN

ประโยชน์ของ GDSS ที่มีต่อการประชุมมีดังนี้ (Grobowski et al., 1990; Nunamaker et al.,1991)

1) ทำให้การมีส่วนร่วมในการประชุมเพิ่มขึ้น เพราะผู้เข้าร่วมประชุมสามารถแสดงความเห็นได้พร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องแสดงความเห็นทีละคน จึงทำให้การใช้เวลาในการประชุมมีประสิทธิภาพมากกว่าการประชุมแบบดั้งเดิม

2) สร้างบรรยากาศของความร่วมมือ กล่าวคือ ความเห็นหรือข้อมูลที่ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงออกไป GDSS จะไม่เปิดเผยชื่อ ดังนั้นสมาชิกจึงสามารถแสดงความเห็นได้อย่างอิสระโดยเฉพาะเมื่อมีสมาชิกมีสถานะแตกต่างกันมาเข้าประชุมด้วยกัน จึงทำให้แรงกดดันทางสังคมในที่ประชุมลดลง

3) การประเมินมีลักษณะเป็นวัตถุวิสัยมากขึ้น (Evaluation Objectivity) การไม่เปิดชื่อของผู้แสดงความคิดเห็นทำให้การวิจารณ์เป็นไปได้โดยไม่มีอคติต่อแหล่งที่มาของข้อมูลและช่วยกระตุ้นความเห็นใหม่ๆ ระหว่างกระบานการประเมินผลด้วย

4) ช่วยให้มีการเข้าถึงแหล่งข้อมูลภายนอกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลดปัญหาข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการมีข้อมูลไม่ตรงกัน

5) ผลของการประชุมมีการบันทึกไว้ และสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประชุมของชุดอื่นได้ ทำให้เกิดการสร้างความจำขององค์การ (Organization memory) ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์การได้ ดังนั้น

GDSS จะช่วยทำให้การประชุมมีประสิทธิภามากขึ้นดีกว่าการประชุมที่พบหน้ากัน (face-to-face meeting) โดยเฉพาะการประชุมที่เกี่ยวข้องกับงานที่ต้องมีการ เสนอความคิดใหม่ๆ หรือปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน และการประชุมที่มีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามประโยชน์ที่จะได้รับจาก GDSS ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น ลักษณะของกลุ่มวัฒนธรรมองค์การ และลักษณะปัญหาที่นำเสนอต่อกลุ่ม
ที่มาของข้อมูล : (http://elearning.northcm.ac.th/mis/content.asp?ContentID=73&LessonID=9)



ที่มาของรูปภาพ : (http://www.learners.in.th/blogs/posts/360348)


ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)

 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)

        ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เป็นระบบย่อยหนึ่งในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ โดยที่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะช่วยผู้บริหารในเรื่องการตัดสินใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน หรือกึ่งโครงสร้าง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจอาจจะใช้กับบุคคลเดียวหรือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเป็นกลุ่ม นอกจากนั้น ยังมีระบบสนับสนุนผู้บริหารเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
        ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ได้เริ่มขึ้นในช่วง ปี ค.ศ. 1970 โดยมีหลายบริษัทเริ่มที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อที่จะช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน หรือกึ่งโครงสร้างโดยข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ซึ่งระบบสารสนเทศเดิมที่ใช้ในลักษณะระบบการประมวลผลรายการ (Transaction processing system) ไม่สามารถกระทำได้ นอกจากนั้นยังมีวัตถุประสงค์เพื่อลดแรงงาน ต้นทุนที่ต่ำลงและยังช่วยในเรื่องการวิเคราะห์การสร้างตัวแบบ (Model) เพื่ออธิบายปัญหาและตัดสินใจปัญหาต่างๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1980 ความพยายามในการใช้ระบบนี้เพื่อช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจได้แพร่ออกไป ยังกลุ่มและองค์การต่างๆ
ที่มาของข้อมูล : (http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/107/)


การจัดการกับการตัดสินใจ

คือ เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้จัดการในแต่ละองค์การจะต้องทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมากมาย เช่น การเข้าประชุม การวางแผนงาน การติดต่อกับลูกค้า จัดงานเลี้ยงเปิดตัวสินค้า แม้กระทั้งในบางครั้งอาจจะต้องเป็นประธานในงานบวชหรืองานแต่งงานของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยที่
Henri Fayol ชาวฝรั่งเศสได้กล่าวถึงหน้าที่หลักในการจัดการ (Management Functions) ไว้ 5 ประการด้วยกัน คือ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การประสานงาน (Coordinating) การตัดสินใจ (Deciding) และการควบคุม (Controlling) เป็นต้น


หน้าที่ทางการจัดการ
Mintzberg (1971) ได้กล่าวถึงบทบาททางการจัดการ (Manegerial Roles) ว่าเป็นกิจกรรมต่าง ที่ผู้จัดการสมควรจะกระทำขณะปฏิบัติหน้าที่ภายในองค์การ โดยที่กิจกรรมเหล่านี้สามารถถูกจัดออกเป็น 3 กลุ่ม คือ บทบาทระหว่างบุคคล (Interpersonal Roles) บทบาททางสารสนเทศ (Informational Roles) และบทบาททางการตัดสินใจ (Decisional Roles)



ที่มาของรูปภาพ : (http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/107/)


บทบาทของผู้จัดการ
 การตัดสินใจเป็นหน้าที่และบทบาทหลักสำคัญของผู้บริหาร การที่องค์การจะประสบความสำเร็จ หรือประสบความล้มเหลวในการดำเนินกิจการต่างๆ นับว่ามีส่วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในการเลือกโอกาสหรือแก้ปัญหาของผู้บริหารเป็นสำคัญ ผู้บริหารที่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และเหมาะสม ในแต่ละสถานการณ์ย่อมจะสามารถนำพาองค์การให้ปฏิบัติงานได้ด้วยดี และประสบความสำเร็จ ในทางตรงกันข้ามหากผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาดหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้องค์การประสบปัญหาหรือความหายนะขึ้นได้ ประการสำคัญผู้บริหารที่สามารถตัดสินใจอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับ การยอมรับในความสามารถและได้รับการส่งเสริมให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นไป
ที่มาของข้อมูล : (http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/107/)



กระบวนการในการตัดสินใจ

        ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสาร และโทรคมนาคมทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถเดินทางได้อย่างคล่องตัวและเป็นอิสระมากขึ้น ส่งผลให้องค์การต่างๆ สามารถรับส่งข้อมูลข่าวสาร และข้อสนเทศได้ในระยะเวลาที่สั้นลงโดยข้อมูลมีความชัดเจน ถูกต้อง และสะดวกขึ้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ธุรกิจในปัจจุบันมีความคล่องตัวในการดำเนินงานสูงขึ้น ทำให้การตัดสินใจในโอกาสหรือปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจะต้องทำภายใต้ข้อจำกัดทางสารสนเทศภายในระยะเวลาที่เหมาะสม มีหลายครั้งที่ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายใต้ความกดดันของสถานการณ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน การนัดหยุดงาน หรือการต่อต้านจากสังคม เป็นต้น จึงนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ตลอดจนต้องพยายามฝึกฝนตนเอง โดยพัฒนาทักษะและสั่งสมประสบการณ์ในการตัดสินใจ เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์ และตัดสินใจเลือกทางเลือกต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
        มีนักวิชาการหลายท่านได้อธิบายขั้นตอนในการตัดสินใจที่มีผู้กล่าวถึงอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ศึกษาได้ทำความเข้าใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ โดยเริ่มต้นจาก
*       แนวความคิดของ Simon (1960) ที่อธิบายขั้นตอนการตัดสินใจโดยใช้แบบจำลอง (Model) ที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1.      การใช้ความคิดประกอบเหตุผล (Intelligence) ผู้ตัดสินใจจะรับรู้ถึงโอกาสหรือปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นผู้ทำการตัดสินใจเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทั้งตัวปัญหา และสื่งแวดล้อม หรือโอกาสนั้น
2.      การออกแบบ (Design) ผู้ตัดสินใจจะวิเคราะห์และพัฒนาทางต่าง ที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหา เพื่อนำไปใช้ประกอบตัดสินใจเลือกทางเลือกในการปฏิบัติที่เหมาะสม การที่จะประสบความสำเร็จได้ในขั้นตอนนี่ ผู้ทำการตัดสินใจจะต้องมีความเข้าใจในปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์ พยายามที่จะหาทางออกของปัญหา และตรวจสอบความเป็นไปได้ในปัญหานั้น
3.      การคัดเลือก (Choice) ผู้ทำการตัดสินใจจะทำการคัดเลือกแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

ปกติขั้นตอนการตัดสินใจจะมีการเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่อง จากขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนตัดสินใจเลือกทางเลือกเพื่อนำไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตามอาจจะมีการดำเนินการย้อนกลับไปยังขั้นตอนที่ผ่านมาแล้วในระหว่างที่ขั้นตอนกำลังดำเนินอยู่ เพื่อปรับปรุงให้การตัดสินใจมีผลสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้วิจารณ์ว่าแบบจำลองกระบวนการตัดสินใจของ Simon ในช่วงเริ่มต้นไม่ได้กล่าวเจาะจงถึงกระบวนการต่างๆ หลังการคัดเลือกแนวทางปฏิบัติ เช่น การติดตามผลการวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่เกิด ซึ่งต่อมา  Rubenstien และ Haberstroh (1965) ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการตัดสินใจว่ามี 5 ขั้นตอน

แนวคิดของ Rubenstien และ Haberstroh (1965) มีแนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการตัดสินใจว่ามี 5 ขั้นตอนดังนี้
1.       ผู้ตัดสินใจรับรู้ถึงโอกาส หรือปัญหาที่เกิดขึ้น
2.       ผู้ตัดสินใจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา และกำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ เพื่อการวิเคราะห์ทางเลือกในการตัดสินใจ
3.       ผู้ตัดสินใจจะทำการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คิดว่าเหมาะสมกับลักษณะของปัญหาและสถานการณ์ เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป
4.       ผู้ตัดสินใจจะดำเนินการ เพื่อนำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ
5.       ภายหลังการนำผลการตัดสินใจไปดำเนินงาน ต้องทำการติดตามผลของการปฏิบัติ เพื่อตรวจสอบว่าการดำเนินงานมีประสิทธิภาพเพียงใด และต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างไร

แนวคิดของ Long (1989) ซึ่งได้กล่าวไว้ในหนังสือระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการว่า การตัดสินใจแบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้
1.       การรับรู้ถึงโอกาสหรือปัญหาที่เกิดขึ้น
2.       การสำรวจขอบเขตและข้อจำกัดของการตัดสินใจ เช่น ข้อจำกัดทางกฎหมาย เศรษฐกิจและการเมือง
3.       การกำหนดทางเลือกในการตัดสินใจ
4.       การรวบรวมสารสนเทศที่เหมาะสม เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ
5.       การวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้
6.       การเลือกทางเลือกที่เหมาะสมและนำไปปฏิบัติ
ที่มาของข้อมูล : (http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/107/)



ระดับของการตัดสินใจภายในองค์การ

ปกติเราสามารถแบ่งระดับชั้นของผู้บริหาร (Management Levels) ในลักษณะเป็นลำดับขั้น (Hierarchy) ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปิรามิด (Pyramid) ตามหลักการบริหารที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งสามารถประยุกต์กับการจำแนกระดับของการตัดสินใจของผู้บริหารภายในองค์การ (Levels of Decision Making) ได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. การตัดสินใจระดับกลยุทธ์ (Strategic Decision Making) เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในองค์การ ซึ่งจะให้ความสนใจต่ออนาคตหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น อันได้แก่ การสร้างวิสัยทัศน์องค์การ การกำหนดนโยบายและเป้าหมายระยะยาว การลงทุนในธุรกิจใหม่ การขยายโรงงาน เป็นต้น การตัดสินใจระดับกลยุทธ์มักจะเกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากทั้งภายนอกและภายในองค์การตลอดจนประสบการณ์ของผู้บริหารประกอบการพิจารณา

2. การตัดสินใจระดับยุทธวิธี (Tactical Decision Making) เป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับกลาง โดยที่การตัดสินใจในระดับนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการจัดการ เพื่อให้งานต่างๆ เป็นไปตามนโยบายของผู้บริหารระดับสูง เช่น การกำหนดยุทธวิธีทางการตลาด การตัดสินใจในแผนการเงินระยะกลาง หรือการแก้ไขปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหวัง

3. การตัดสินใจระดับปฏิบัติการ (Operational Decision Making) หัวหน้างานระดับต้นมักจะต้องเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในระดับนี้ ซึ่งมักจะเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานเฉพาะด้าน ที่มักจะเป็นงานประจำที่มีขั้นตอนซ้ำๆ และได้รับการกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน โดยที่หัวหน้างานจะพยายามควบคุมให้งานดำเนินไปตามแผนงานที่วางไว้ เช่น การมอบหมายงานให้พนักงานแต่ละคน การวางแผนควบคุมการผลิตระยะสั้น การวางแผนเบิกจ่ายวัสดุ และการดูแลยอดขายประจำวัน
ที่มาของข้อมูล : (http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/107/)



ที่มาของรูปภาพ : (http://dssrmutl.com/login.php)


ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS)

1.ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
            ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems) (MIS) เป็นระบบเกี่ยวกับการจัด หาคน หรือข้อมูลที่สัมพันธ์กับข้อมูล เพื่อการดำเนินงานขององค์การ เช่น การใช้ MIS เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมของลูกจ้าง เจ้าของกิจการ ลูกค้า และบุคคลอื่นที่เจ้ามาเกี่ยวข้องกับองค์การ การประมวลผลของข้อมูลจะช่วยแบ่งภาระการ ทำงานและยังสามารถนำ สารสนเทศมา ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร หรือ MIS เป็นระบบซึ่งรวมความสามารถของผู้ใช้งานและคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศเพื่อการดำเนินงานการจัดการ และการตัดสินใจในองค์การ หรือ MIS หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การ ประมวลผล และการสร้างสารสนเทศขึ้นมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ การประสานงาน และการควบคุม นอกจากนั้นยังช่วยผู้บริหาร และ พนักงานในการวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหา และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ โดย MIS จะต้องใช้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ (Hardware) และ โปรแกรม (Software) ร่วมกับผู้ใช้ (Peopleware) เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในการได้มาซึ่งสารสนเทศที่มีประโยชน์
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/)
         
  การใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems) ได้ขยายขอบเขตเกี่ยว ข้องกับ หลายหน้าที่ในองค์การและเป็นประโยชน์กับบุคคลหลายระดับ ตั้งแต่การใช้งานส่วนบุคคล กลุ่ม องค์การ และระหว่างหน่วยงาน MIS ช่วยให้ผู้ใช้สารสนเทศสามารถแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ยุ่งยาก และซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสทางธุรกิจ ให้กับหลายองค์การ ดังที่ Kroenke และ Hatch (1994) กล่าวถึง
            ความสำคัญและผลกระทบของระบบสารสเทศที่มีต่อธุรกิจดังต่อไปนี้
            1. ระบบสารสนเทศช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับการทำงาน
            2. บุคลากรทุกคนต้องมีความรู้เกี่ยวกับ MIS เนื่องจากปัจจุบันมีการพัฒนาและการใช้งานสารสนเทศทั่วองค์การ ตลอดจนการขยาย ตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการปรับรูปของระบบงานอย่างต่อเนื่อง
            3. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจและการบรรลุเป้าหมายขององค์การมากขึ้น
            ปัจจุบันเทคโนโลยี MIS มีพัฒนาการมากขึ้นจนมีความสำคัญต่อเราในหลายระดับที่แตกต่างจากอดีต เราจะเห็นว่า เทคโนโลยีสารสนเทศมีความจำเป็นและความสำคัญสำหรับผู้ศึกษาและปฏิบัติงานในสาขาต่าง ๆ เช่น การบัญชี การเงิน การตลาด และการจัดการทรัพยากรบุคคล แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปศาสตร์ ดังนั้นบุคลากรที่จะปฏิบัติงาน ในทุกสาขา จึงสมควรมีความรู้และความเข้าใจในหลักการของ MIS เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จในอาชีพได้
Laudon และ Laudon (1994) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจมี 2 ประการคือ
         1. การรวมตัวของระบบเศรษฐกิจโลก (Emergence of the Global Economy) ก่อให้เกิดกระบวนการโลกาภิวัตน์ ของตลาด (Globalization of Markets) ที่เกิดการบูรณาการของทรัพยากรทางธุรกิจและการแข่งขันทั่วโลก ธุรกิจขยาย งานครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับประเทศ จากระดับประเทศสู่ระดับภูมิภาค และจากระดับภูมิภาคสู่ ระดับโลก โดยที่การขยายตัวของธุรกิจไม่เพียงแต่เป็นการกระจายสินค้า และบริการอย่างเป็นระบบและทั่วถึง แต่ครอบคลุม การจัดตั้ง การจัด เตรียม ทรัพยากร การผลิตและดำเนินงาน ดังนั้นองค์การธุรกิจในยุค โลกาภิวัตน์จึง ต้องมีโครงสร้าง องค์การและการ ประสานงานที่สอดรับและสามารถควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ
       2. การปรับรูปของระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Transformation of Industrial Economies) ประเทศ อุตสาหกรรม ชั้นนำ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่นปรับตัวจากระบบ เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจที่อาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งจะเห็นได้จากประมาณร้อยละ 70 ของรายได้ประชาชาติของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมาจากธุรกิจบริการ และธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) การปรับรูปของระบบเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเข้าสู่ธุรกิจบริการ ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน เช่น การแข่งขันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และบริการสั้นลง ธุรกิจต้องตอบสนองและสร้างความพอใจแก่ลูกค้า เป็นต้น ทำให้ธุรกิจต้องการบุคลากรที่มี ความรู้ (Knowledge Worker) ในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่องค์การ ส่งผลให้ธุรกิจต้องพัฒนา ทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง
            ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ หมายถึง ระบบที่รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกองค์การอย่างมีหลักเกณฑ์ เพื่อนำมาประมวลผลและจัดรูปแบบให้ได้ สารสนเทศที่ ช่วยสนับสนุนการทำงาน และการตัดสินใจในด้านต่าง ๆ ของผู้บริหารเพื่อให้การดำเนินงานของ องค์การ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่เราจะเป็นว่า MIS จะประกอบด้วยหน้าที่หลัก 2 ประการคือ
          1. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ มาไว้ด้วยกัน อย่างเป็นระบบ
         2. สามารถทำการประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุน การปฏิบัติงานและการบริหารงานของผู้บริหาร
   รูปที่ 1 หน้าที่หลักของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
            ชุมพล ศฤงคารศิริ (2537 : 2) ให้ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ เป็นระบบที่รวม (integrate) ผู้ใช้ (user) เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ (machine) เพื่อจัดทำสารสนเทศ สำหรับสนับสนุน การปฏิบัติงาน (operation) การจัดการ (management) และการตัดสินใจ (decision making) ในองค์กรจาก ความหมายที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการได้คือ การรวบรวมและการจัดเก็บข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ ทั้งจากภายใน และภายนอก หน่วยงาน เพื่อนำมาประมวลผล และจัดรูปแบบ ให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับองค์การ ในการช่วยในการตัดสินใจ ประสานงาน และควบคุมของผู้บริหาร ในอันที่จะ ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/1/index1.htm)



ที่มาของรูปภาพ : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/1/index1.htm)


2. ลักษณะและระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ        
การจัดการโครงสร้างของสารสนเทศโดยแบ่งตามลำดับการนำไปใช้งาน สามารถแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้
          1. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผน นโยบาย กลยุทธ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง (Top management)
          2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในส่วนยุทธวิธีในการวางแผนการปฏิบัติ และการตัดสินใจในผู้บริหารระดับกลาง (Middle management)
ผู้บริหารระดับล่าง (Bottom management) จะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน เช่น สารสนเทศในการผลิต ของโรงงาน    อุตสาหกรรม และควบคุมคุณภาพ ของ สินค้า ที่ได้จากกระบวนการผลิต
3. ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล ในขั้นตอนนี้พนักงานจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลและป้อนข้อมูลสู่กระบวนการประมวลผล เพื่อให้ได้สาร สนเทศออกมานำเสนอต่อ ผู้บริหาร
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/2/index2.htm)


ที่มาของรูปภาพ : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/2/index2.htm)


3. ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
            ระบบสารสนเทศเป็นระบบรวม (Integrated) ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถเก็บรวบรวม ข้อมูลในลักษณะ ระบบเดียว เนื่องจาก ขนาดของข้อมูลจะใหญ่และมีความสลับซับซ้อนมาก ทำให้การบริหารข้อมูล ทำได้ยาก และการนำไปใช้ก็สับสนไม่สะดวก จึงจำเป็นต้อง มีการแบ่งระบบสารสนเทศออกเป็นระบบย่อย ๆ 4 ส่วน ดังนี้

รูปที่ 2 แสดงส่วนประกอบระบบย่อย MIS (Parker and Case, 1993 : 10)
         
1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems) (TPS) เป็นระบบ ที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินงานประจำวันของ องค์การ เช่น การบันทึกรายการบัญชี การบันทึกยอดขายต่อวัน การบันทึกรายการ ต่าง ๆ กับตัวแปรอื่น ๆ เช่น ลูกค้า ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ (Supplier) คลังสินค้า (Inventory) การผลิต (Production) รวมทั้งบัญชีลูกหนี้ (Account receivable) บัญชีเจ้าหนี้ (Account payable) งบดุล (Balance sheet) และระบบการจ่ายเงินเดือน
            2. ระบบการจัดการรายการ (Management Reporting Systems) (MRS) ระบบนี้ช่วยในการ จัดเตรียมรายงาน เพื่อตอบ สนอง ต่อความต้องการของผู้ใช้ (User) ซึ่งระบบนี้คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเตรียมข้อมูล ให้กับผู้บริหาร เพื่อใช้ในการพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจ รายงานที่เตรียม ขึ้นมานี้เกิดจากการบันทึกข้อมูลอย่างกว้างในขั้นตอนระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems) โดยทั่วไปข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของข้อสรุป (Summary report) หรือจะพิจารณา รายละเอียดของข้อมูลก็ได้ (Detail report)
            3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems) (DSS) ทำหน้าที่ในการอำนวย ความสะดวกในการจัดรูปแบบข้อมูล การนำข้อมูลมาใช้ และการรายงานข้อมูล เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ใน การตัดสินใจของผู้บริหารระดับต่าง ๆ เช่น ระบบ DSS จะช่วยผู้จัดการ ที่นั่งอยู่หน้า เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถนำข้อมูล มาใช้ในการวิเคราะห์และรายงานผลได้ทันต่อความต้องการ ระบบ DSS จะมีความสามารถ ในการใช้งานได้ดีกว่า ระบบ ประมวลผล รายการและระบบรายงานการจัดการ เนื่องจากระบบ DSS สามารถที่จะปรับเปลี่ยนตัวแปรที่แตกต่าง กันแล้วทำการ ปัจจุบัน DSS ได้รับการพัฒนาเป็น GDSS (Group Decision Support System) ซึ่งสามารถที่จะตอบสนอง หรือส่งเสริม ระบบการตัดสินแบบกลุ่ม โดยการสร้างเครือข่าย ระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในลักษณะเครือข่ายเฉพาะ (Local Area Network) หรืออินทราเน็ต (Intranet) ได้
            4. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information Systems) (OIS) เป็นระบบสารสนเทศที่ใช้ ใน สำนักงาน  โดยอาศัย อุปกรณ์พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ (Computer-base) เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่อง สแกนเนอร์ (Scanner) เครื่องโทรสาร (Facsimile) โมเด็ม (Modem) โทรศัพท์ และสายสัญญาณ รวมถึงระบบโปรแกรม เช่น โปรแกรมประมวลคำ (Word processing) โปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิต (Microsoft office) โปรแกรมจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail) และโปรแกรมไอซีคิว (ICQ) เป็นต้น
     
  นอกจากนั้นยังมีระบบอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ ระบบสารสนเทศ เพื่อการจัดการ (Management Information Systems) เพื่อช่วยในการตัดสินใจและการนำไปใช้ เช่น ระบบ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert system) ระบบอัจฉริยะ (Artificial intelligence) ในทางปฏิบัติเราจะต้องมีระบบสารสนเทศ เพื่อการ จัดการมาสนับสนุน การบริหารในระดับ นโยบาย และ แผน ขององค์การ จึงทำให้เกิดระบบสนับสนุนผู้บริหาร (Executive Support Systems) (ESS)ระบบสนับ สนุน  ผู้บริหาร (Executive Support Systems) เป็นระบบที่ใช้ในระดับกลยุทธ์ขององค์การโดย จะมีการพิจารณาข้อมูลทั้งภายใน องค์การ ในส่วนของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ และภายนอกองค์การ โดยพิจารณาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ภายนอก องค์การและนำมาประกอบการตัดสินใจในปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างหรือรูปแบบที่แน่นอน ดังนั้น ระบบสนับสนุน ผู้บริหาร (ESS) จึงเป็นระบบที่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือใช้ในการวางแผนกลยุทธ์นโยบายบริษัท โดนส่วน ใหญ่มักจะมีรูปเมนู (Menu) กราฟิก (Graphic) และอาศัยการติดต่อสื่อสาร (Communication) รวมถึงการประมวลผลในท้องถิ่น (Local processing)
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/3/index3.htm)


รูปนี้แสดงส่วนประกอบระบบย่อย MIS (Parker and Case, 1993 : 10)
ที่มาของรูปภาพ :  (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/3/index3.htm)



4. คุณสมบัติของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
            ปัจจุบันองค์การสามารถพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยตนเองหรือให้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้าดำเนินการ โดยการออกแบบและพัฒนา MIS ที่สอดคล้องตามหลักวิชาสามารถ จะอำนวยประโยชน์ให้กับองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยที่การพัฒนาระบบสารสนเทศ ต้อง คำนึงถึงคุณสมบัติของ MIS ดังต่อไปนี้
            1. ความสามารถในการจัดการข้อมูล (Data Manipulation) ระบบสารสนเทศที่ดี ต้องสามารถปรับปรุง แก้ไขและจัดการข้อมูล เพื่อให้เป็นสารสนเทศที่พร้อมสำหรับนำไปใช้งาน อย่างมีประสิทธิภาพ ปกติข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าสู่ MIS ควรจะได้รับการ ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนารูปแบบ เพื่อให้มีความทันสมัยและ เหมาะสม กับการ ใช้งานอยู่เสมอ
            2. ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งขององค์การ ถ้าสารสนเทศ บาง ประเภทรั่วไหลออกไปสู่ บุคคลภายนอก โดยเฉพาะคู่แข่งขัน อาจทำให้เกิดการเสียโอกาสทาง การแข่งขัน หรือสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจ นอกจากนี้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความรู้ เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการก่อการร้ายต่อระบบจะมีผลโดยตรง ต่อประสิทธิภาพ และความ อยู่รอด ขององค์การ ดังนั้นผู้บริหาร หรือเจ้าของระบบจะไม่ยอมให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือ ไม่มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการ จัดการข้อมูลเข้า ถึงฐาน ข้อมูลที่สำคัญของธุรกิจได้
            3. ความยืดหยุ่น (Flexibility) สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจหรือสถานการณ์การแข่งขัน การค้า ที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบ สารสนเทศที่ดีต้องมีความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้สอด คล้อง กับการใช้งานหรือปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่ระบบสารสนเทศที่ถูกสร้างหรือถูกพัฒนาขึ้นต้องสามารถ ตอบสนอง ความต้องการของ ผู้บริหารได้อยู่เสมอ โดยมีอายุการใช้งาน การบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
            4. ความพอใจของผู้ใช้ (User Satisfaction) ปกติ MIS ถูกพัฒนาขึ้น โดยมีความมุ่ง หวังให้มี ผู้ใช้สามารถ นำมา  ประยุกต์ในงานหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้นระบบสารสนเทศที่ดี จะต้องกระตุ้น หรือ โน้มน้าว  ให้ผู้ใช้หันมาใช้ระบบให้มากขึ้น เนื่องจากการพัฒนาระบบจะต้อง ใช้เงินลงทุนสูงจึง ต้องใช้งาน ให้คุ้มค่า ดังนั้นธุรกิจสมควรที่จะพัฒนาระบบให้ตรงกับความต้องการ ของผู้ใช้ และทำให้ผู้ใช้เกิดความ พอใจต่อระบบ เพราะถ้าระบบไม่สามารถให้สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการโอกาสที่ระบบจะถูกใช้งาน และได้รับความนิยม ก็จะน้อยลง ซึ่งส่งผลให้ระบบสารสนเทศไม่สามารถ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ตามคาดหวัง และเป็นผล ให้เกิดการสูญเสียหรือไม่คุ้มค่าในการลงทุน เราสามารถกล่าวได้ว่า ทุกองค์การ ต้องการระบบ สารสนเทศ ที่มีประสิทธิภาพ แต่ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง และอุปกรณ์สนับสนุนที่ทันสมัย แต่ระบบ MIS ที่ดีสมควรต้องเป็นระบบที่เหมาะสม ามารถ ประมวล และจัดการข้อมูลตามต้องการ และสะดวกในการใช้งาน ตรงตามความต้องการ และความ สามารถของผู้ใช้ ตลอดจนสามารถพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้ ในอนาคต
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/4/index4.htm)



5. ระบบย่อยของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
                กล่าวได้ว่าหน้าที่หลักของ MIS คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากทั้งภายใน และภายนอกองค์การมาไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อทำการประมวลผลและจัดรูปแบบข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสม และจัดพิมพ์เป็นรายงานส่งต่อไปยังผู้ใช้ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจและบริหารงานของผู้บริหารมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ การทำงานต่าง ๆ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระบบย่อย ดังต่อไปนี้
               
1. ระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ (Transaction Processing System)หรือเรียกว่า TPS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อให้ทำงานเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายในองค์การ โดยใช้เครื่องมือทางอีเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นอุปกรณ์หลักของระบบ โดยที่ TPS จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานในแต่ละวันขององค์การเป็นไปอย่างเรียบร้อยเป็นระบบ โดยเฉพาะปัจจุบันที่การดำเนินงานในแต่ละวันมักจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และสามารถปฏิบัติงานได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ TPS ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียกสารสนเทศมาอ้างอิงอย่างสะดวกและถูกต้อง
                2. ระบบจัดทำรายงานสำหรับการจัดการ (Management Report System)หรือเรียกว่า MRS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อรวบรวม ประมวลผล จัดระบบและจัดทำรายงาน หรือเอกสารสำหรับช่วยในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร โดยที่ MRS จะจัดทำรายงานหรือเอกสาร และส่งต่อไปยังฝ่ายจัดการตามระยะเวลาที่กำหนด หรือตามความต้องการของผู้บริหาร เนื่องจากรายงานที่ถูกจัดทำอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปแล้วการทำงานของระบบจัดออกรายงาน สำหรับการจัดการจะถูกใช้สำหรับการวางแผน การตรวจสอบ และการควบคุมการจัดการ
                3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Supporting System)หรือที่เรียกว่า DSS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่จัดหาหรือจัดเตรียมข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหาร เพื่อจะช่วยในการตัดสินใจแก้ปัญหาหรือเลือกโอกาสที่เกิดขึ้น ปรกติปัญหาของผู้บริหารจะมีลักษณะที่เป็นกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure) และไม่มีโครงสร้าง (Nanostructure) ซึ่งยากต่อการวางแนวทางรองรับหรือแก้ปัญหา ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประการสำคัญของ DSS จะไม่ทำการตัดสินใจให้กับผู้บริหาร แต่จะจัดหา และประมวลสารสนเทศ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นในการตัดสินใจให้กับผู้บริหาร
                4. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information System)หรือที่เรียกว่า OIS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยให้การทำงานในสำนักงานมีประสิทธิภาพ โดย (OIS ) จะประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีเครื่องใช้สำนักงานที่ถูกออกแบบให้ปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานในสำนักงานเกิดผลสูงสุด หรือเราสามารถกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ระบบสารสนเทศสำนักงานมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างพนักงานในองค์การเดี่ยวกัน และระหว่างองค์กร รวมทั้ง การติดต่อกับสิ่งแวดล้อมภายนอก
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/5/index5.htm)




6. ปัจจัยของความสำเร็จที่สำคัญสำหรับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
    1. จัดเตรียมบริการที่มีคุณภาพสูงและเอกสารของระบบให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน พัฒนาบาร์โค้ด และบันทึกข้อมูลระบบ การจัดการสินค้าคงคลัง
   2. พัฒนาขอบเขตและความสะดวกสบายในการใช้ฐานข้อมูลของผู้เสนอขายปัจจัยการผลิต งานที่กำลัง คืบหน้า สนับสนุน การเพิ่มคุณค่าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
   3. ติดตั้งระบบ Integrated expert การออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วย และการใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยให้ เกิดความ ประหยัด ในการผลิตและการรับคำสั่งซื้อของลูกค้า
    4.การปรับปรุงการเชื่อมโยงระบบกับผู้ใช้และโปรแกรมการฝึกอบรมผู้ใช้เพื่อยกระดับการเพิ่มประสิทธิภาพของ พนักงาน ระดับ ปฏิบัติการ
   5. ช่วยในการพัฒนาระบบมัลติมีเดีย และการใช้งานของโครงการเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้เป็นไปอย่าง  มีศิลปะ
   6. พัฒนาประสิทธิภาพของต้นทุน ความสามารถในการขยายระบบข้อมูลข่าวสารระดับโลกที่สามารถรวบรวม การ ปฏิบัติการต่าง ๆ ได้ทั่วโลก และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์
   7. ปรับปรุงระบบข้อมูลข่าวสารทางการตลาดให้สามารถบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
   6. การควบคุมด้านการจัดการ (Management control) การตรวจสอบ ตัวแบบ 2 แบบอีกครั้ง ได้แก่ตัวแบบ การวาง แผนกลยุทธ์ และตัวแบบปัจจัยของความสำเร็จที่สำคัญโดยการเชื่อมงาน ของการวางแผน และการวิเคราะห์ ให้เข้ากับ สถานการณ์ นอกจากนั้นกิจกรรมด้านการจัดการที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการควบคุม ซึ่งการควบคุม หมายถึง กระบวนการซึ่งมีขั้นตอนในการประเมิน การยอมรับ และการแก้ไขจุดบกพร่องที่ คลาดเคลื่อน ไปจากแผน  (สมชาย หิรัญกิตติ, 2541 : 65-76)
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/6/index6.htm)


รูปนี้แสดงตัวแบบของการควบคุมด้านการจัดการ (Parker and Case. 1993 : 109)
ที่มาของรูปภาพ :  (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/6/index6.htm)



7. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
หากจะจำแนกตามความสัมพันธ์ของบุคลากรระดับบริหารกับการใช้งานระบบสารสนเทศออกเป็น 3 ระดับ คือ
            1. หัวหน้างานระดับต้น (First-Line Supervisor หรือ Operation Manager) เป็นบุคคลที่มีหน้าที่รับ ผิดชอบในการดูแลการปฏิบัติ งาน แบบวันต่อวัน ได้แก่ หัวหน้างาน หัวหน้าหน่วยงาน และ หัวหน้าแผนก โดย หัวหน้างานระดับต้นจะปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับพนักงาน และลูกค้า อย่างใกล้ชิดปกติผู้จัดการระดับต้นจะตัดสินใจ วางแผนและแก้ปัญหางานประจำวัน จึงต้องการข้อมูลที่เกิดขึ้น จริงอย่างละเอียด
            2. ผู้จัดการระดับกลาง (Middle Manager) เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ควบคุมและประสานงานระหว่างหัวหน้างานระดับ ปฏิบัติการและผู้บริหารระดับสูง เพื่อ ให้การประสานงาน ในองค์การ ราบรื่น ทำให้หัวหน้างานและพนักงานระดับปฏิบัติสามารถ ปฏิบัติงานตาม นโยบายที่มาจากผู้บริหารระดับสูงอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ตัวอย่างของผู้จัดการระดับกลาง เช่น ผู้จักดารสาขา ผู้จัดการแผนก ผู้จัดการฝ่าย หรือผู้อำนวยการ เป็นต้น งานของผู้จัดการระดับกลางจะ เกี่ยวข้องกับการนำผลสรุปของ ข้อมูล ที่เกิดจากการปฏิบัติงานของ พนักงานระดับ ปฏิบัติการมาวิเคราะห์ปัญหาและหา แนวทางการปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้ได้ ผลงานตรงตาม เป้าหมายและมี ประสิทธิภาพ
            3.ผู้บริหารระดับสูง (Executive หรือ Top Manager) เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำการกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง วางนโยบาย และแผนงานระยะยาว และแผนงานระยะยาวขององค์การ โดยอาศัยข้อสรุป และสารสนเทศ จาก กลุ่มผู้จัดการระดับกลาง และผลการปฏิบัติงานขององค์การ ตลอดจนนำข้อมูลสำคัญจากภายนอกองค์การเข้า มาร่วม ในการวิเคราะห์ ตัวอย่างของ ผู้บริหารรับสูงได้แก่ คณะผู้บริหาร ระดับสูง ประธานบริษัท กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ว่าการ เป็นต้น 
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/7/index7.htm)


รูปนี้คือ ระดับของบุคลากรกับการใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ที่มาของรูปภาพ :  (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/7/index7.htm)



8. ประโยชน์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้งานด้านต่าง ๆ มากขึ้นซึ่งจะเห็นได้ว่าสารสนเทศ เพื่อการ จัดการมีประโยชน์ ดังนี้
            1. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากข้อมูล ถูกจัดเก็บและบริหารอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้บริหารสามารถจะเข้าถึงข้อมูล ได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบที่เหมาะสม และสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้ทันต่อความต้องการ
            2. ช่วยผู้ใช้ในการกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบัติการ โดยผู้บริหารจะสามารถนำข้อมูลที่ได้จาก ระบบสารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการ ดำเนินงาน เนื่องจากสารสนเทศถูกเก็บ รวบ รวม และจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้มีประวัติของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถที่จะบ่งชี้แนวโน้มของการดำเนิน งานว่าน่าจะเป็นไปในลักษณะใด
            3. ช่วยให้ผู้ใช้ในการตรวจสอบผลการดำเนินงาน เมื่อแผนงานถูกนำไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ควบคุมจะต้องตรวจสอบผลการดำเนินงานโดยนำข้อมูลบางส่วนมาประมวลผล เพื่อประกอบการประเมิน สารสนเทศที่ได้จะแสดงให้เห็นผลการดำเนินงานว่าสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงไร
            4. ช่วยผู้ใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ผู้บริหารสามารถใช้ระบบสารสนเทศ ประกอบการ ศึกษา และการค้นหาสาเหตุ หรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน ถ้าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนที่ วางเอาไว้ โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจากระบบ เพื่อให้ทราบว่าความผิดพลาดในการ ปฏิบัติงานเกิดขึ้น จากสาเหตุใด หรือจัดรูปแบบสารสนเทศ ในการวิเคราะห์ปัญหาใหม่
            5. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลจะช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์ว่าการ ดำเนินงานในแต่ละทางเลือกจะช่วยแก้ไข หรือควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ธุรกิจต้องทำอย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนหรือพัฒนา ให้การดำเนิน งานเป็น ไปตามแผนงานหรือเป้าหมาย
            6. ช่วยลดค่าใช้จ่าย ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่าย ในการ ทำงาน ลง เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถรับภาระงานที่ต้องใช้แรงงาน จำนวนมาก ตลอดจนช่วยลดขั้น ตอนในการทำงาน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดจำนวนคนและระยะเวลาในการประสานงานให้น้อยลง โดยผล งานที่ออกมาอาจเท่าหรือดีกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพ และศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ
ที่มาของข้อมูล : (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/8/index8.htm)



9. ตัวอย่างขององค์กรที่ใช้ระบบ MIS ในองค์กร
CMU-MIS ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
CMU-MIS จะประกอบด้วย
*    ระบบงานงานบุคคล
*    ระบบงานนักศึกษา
*    ระบบงานหลักสูตรและแผนการศึกษา
*    ระบบงานวิจัย
*    ระบบงานอาคารสถานที่และสาธารณูปโภค
*    ระบบงานวิเทศสัมพันธ์
*    ระบบงานงานการคลังและพัสดุ

การพัฒนาระบบ CMU-MIS
- ระบบ MIS ที่สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำการพัฒนาจะประกอบไปด้วยระบบบุคลากร ที่เก็บข้อมูลบุคลากรทุกประเภท ระบบงานนักศึกษา ระบบงานวิจัย ระบบงานหลักสูตร ระบบงานอาคารและสถานที่ ซึ่งจะรองรับการทำงานพื้นฐานของระบบ MIS ของแต่ละคณะ เมื่อระบบ CMU-MIS พัฒนาเสร็จ ระบบดังกล่าวสามารถนำมาทดแทนระบบ MIS ที่แต่ละคณะใช้งานอยู่
- ในส่วนของข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ในระบบ MIS ไปแล้วนั้น ทางสถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศจะทำการเขียนโปรแกรมเพื่อดึงข้อมูลจาก MIS ของแต่ละคณะ เช่น ข้อมูลบุคลากร ข้อมูลงานวิจัย การฝึกอบรม เป็นต้น มาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลกลางของระบบ CMU-MIS
ที่มาของข้อมูล :  (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/9/index9.htm)


ที่มาของรูปภาพ :  (http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5128209/9/index9.htm)